วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ศัพท์เทคนิคทางโทรทัศน์

ศัพท์เทคนิคทางโทรทัศน์

Action  – คำสั่งของผู้กำกับการแสดง ให้นักแสดงเริ่มแสดงตามคิว  หลังจากที่สั่งใกล้ช่างภาพเดินกล้องแล้ว*

Angle – มุมกล้อง  หมายถึงทิศทางหรือมุมกล้องที่กล้องทำมุมสัมพันธ์กับวัตถุที่ถ่าย

Art House : โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กที่มีการจัดฉายภาพยนตร์ให้กับกลุ่มผู้ชมเฉพาะกลุ่มที่ เป็นคอหนังหรือแฟนหนัง (แฟนพันธุ์แท้หนังอาร์ต) จริงๆ เช่น ผู้ชมที่สนใจหนังในเชิงศิลปะมากกว่าความบันเทิง หรือสนใจผลงานของผู้กำกับมากกว่าตัวดารา ภาพยนตร์ที่จัดฉายจะเป็นภาพยนตร์ที่มีแนวคิดแอบแฝง อาจมีรางวัลจากการประกวดก็ได้ จนไปถึงภาพยนตร์เชิงทดลอง หรือผิดแผกแตกต่างจากภาพยนตร์ทั่วไป จนบางครั้งคนทั่วไปขนานนามว่า “ภาพยนตร์ที่ต้องปีนบันไดดู”

Black Comedy : ละคร นิยาย หรือภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่มีลักษณะตลกร้ายเฉพาะตัว นำเสนอออกมาในลักษณะเสียดสี ประชด แดกดัน เช่น ตลกแนววิตถาร เครียด ขมขื่น มองโลกในแง่ร้าย หรือเจ็บปวด

Break Down Script – การแตกบทภาพยนตร์ออกเป็นหมวดหมู่  เพื่อสะดวกในการถ่ายทำ  เพราะไม่จำเป็นต้องถ่ายเรียงทีละฉากตามที่ระบุไว้ใน Scriptและนำมา ตัดต่อภายหลัง  หรือเรียกอีกอย่างว่า  การเจาะถ่าย

Boom – อุปกรณ์ที่ไว้สำหรับแขวนไมค์โครโฟน  มีลักษณะเป็นแท่งยาวๆสามารถเคลื่อนย้ายได้  ที่ด้านปลายจะมีไมค์โครโฟนติดอยู่ไว้สำหรับบันทึกเสียงระหว่าง การถ่ายทำ

Cinch Marks : รอยขีดข่วนเป็นทางยาวแนวดิ่งบนแผ่นฟิล์มซึ่งเกิดจากดึงฟิล์มตึงเกินไปขณะพัน รอบม้วน ทำให้เนื้อฟิล์มสัมผัสเสียดสีกับแกนยึดฟิล์มเวลาฉาย รอยจะเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่ใช้งาน มักพบเห็นบนภาพยนตร์ของขบวนหนังเร่ หรือหนังกลางแปลงที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “รอยสายฝน” หรือ “หนังฝนตก” เป็นต้น

Continuity – ตำแหน่งผู้ควบคุมความต่อเนื่อง  ส่วนใหญ่จะนิยมให้ผู้หญิงทำหน้าที่นี้  เนื่องจากต้องใช้ความรอบคอบและความช่างสังเกตุสูง

Crane – ปั้นจั่นขนาดใหญ่ที่มีได้สำหรับติดตั้งกล้องภาพยนตร์  เพื่อนไว้ถ่ายภาพมุมสูง

Cue – (อ่านว่า “คิว”)  เป็นสัญญาณบอกนักแสดงให้เริ่มแสดง  ส่วนใหญ่จะเป็น cue ที่ 2 เป็นต้นไป  เพราะcue แรกเป็นการสั่ง action ของผู้กำกับอยู่แล้วเช่น “เมื่อผู้กำกับสั่ง action นักศึกษาในห้องก็เริ่มเล่นกันคุยกันระหว่างรออาจารย์มาสอน  จากนั้นผู้กำกับก็จะให้ cue กับนักแสดงที่รับบทเป็นอาจารย์เดินเข้า มา”  เป็นต้น  ซึ่งสัญญาณนี้จะเป็นอะไรก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน

Cut – เป็นการสั่งของผู้กำกับเพื่อให้หยุดการบันทึกของช็อตนั้น  ซึ่งทีมงานในกองถ่ายอีกคนหนึ่งที่สามารถสั่งได้  นั้นก็คือคนที่ทำหน้าที่ Continuity

Cut-Away – ช็อตเหตุการณ์ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินเรื่องหลักอยู่  เช่น “เจ้านายกำลังขับรถเลี้ยวเข้าบ้าน  ตัดภาพเป็น cut-away ที่ภาพคนรับใช้ที่ กำลังออกมารอต้อนรับ” เป็นต้น

Cut-In –   ภาพระยะใกล้ (insert) ของเหตุการ์ที่กำลังดำเนินอยู่  เช่น “ภาพระดับสายตาคนกำลังพายเรืออยู่ในคลองแถวบ้าน  และตัดเป็นภาพ cut-in ไปที่ไม้พายที่กำลังแหวกน้ำ” เป็นต้น

Day for Night Shooting : ฉากที่ถ่ายทำในเวลากลางวัน แต่ให้ภาพออกมาเหมือนกับฉากตอนกลางคืน สามารถทำได้โดยใช้ฟิลเตอร์พิเศษใส่หน้ากล้องขณะถ่ายทำ หรือสามารถทำในห้องแล็ปโดยใช้เทคนิคพิเศษ

Dolly – พาหนะที่มีล้อเลื่อนได้  สำหรับตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพในช็อตประเภท dolly shot, track หรือ truck

Dutch Angle – มุมเอียง  การตั้งกล้องมุมนี้เป็นการแสดงภาพแทนความรู้สึกของตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง  หรือการสร้างบรรยากาศให้มีความรู้สึก  เวิ้งว้าง  วังเวง  พิกล ผิดอาเพศ

Extra : ตัวประกอบ เป็นนักแสดงที่จ้างเป็นรายวัน เพื่อรับบทเล็กๆ น้อยๆ ตัวประกอบจะไม่มีบทพูด หรือส่งเสียงโต้ตอบใดๆ ทั้งสิ้น มักเป็นตัวประกอบในฉากยกทัพในสนามรบ หรือผู้คนมากมายในงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือเดินผ่านไปมาเพื่อบรรยากาศพุกพ่ามของผู้คนในสวนสาธารณะ

Eye level Angle – มุมระดับสายตา  กล้องจะตั้งอยู่ในระดับสายตาของมนุษย์  ภาพที่ถูกบันทึกจะให้ความรู้สึกเป็นกันเอง เรียบง่าย  กับคนดู  และเหมือนกับการดึงคนดูเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ มุมภาพในระดับนี้จะทำให้เราได้เห็นรายละเอียดเพียงด้านเดียวเนื่องจา กล้องจะตั้งในระดับเดียวกันกับวัตถุที่ถ่าย

Film : แผ่นเซลลูลอยด์บางๆ ฉาบด้วยสารไวแสง สามารถบันทึกภาพได้ มีรูหนามเตยที่ขอบเพื่อช่วยในการ Load ฟิล์ม ใช้ในงานถ่ายภาพนิ่ง และภาพยนตร์ ฟิล์มมีหลายประเภทและขนาดความไวแสงตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น ฟิล์ม Day light สำหรับงานถ่ายภาพกลางวัน, ฟิล์ม Tungsten สำหรับถ่ายกลางคืน ช่วยตัดแสงสีเหลืองจากหลอดไฟ หากนำมาถ่ายในตอนกลางวันจะได้ภาพสีอมฟ้า เป็นต้น

Flash Cut : การตัดมีแสงสว่างแวบ เป็นการตัดต่อภาพเพื่อสร้างรู้สึกทางอารมณ์ หรือเพื่อแสดงความไม่ต่อเนื่องของช่วงเวลา เพื่อย้อยสู่อดีตหรือไปสู่อนาคต

Footage : ฟิล์มภาพยนตร์ช่วงหนึ่ง หรือตอนหนึ่ง ที่มีความยาววัดเป็นฟุต เช่น Footage ทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำที่เมืองไทย

Grips : ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการซ่อมแซม บำรุง รักษา และดัดแปลงอุปกรณ์ฉากที่ใช้แล้ว ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกหลายๆ ครั้ง เพราะส่วนมากฉากบางฉากนั้นไม่ได้ถ่ายเสร็จภายในครั้งเดียว อาจจะใช้ทั้งเรื่องก็ได้

High Angle – มุมสูง หรือ มุมก้ม  กล้งจะตั้งอยู่สูงกว่าวัตถุ  เวลาถ่ายต้องกดหน้ากล้องลงมาเล็กน้อยเพื่อที่จะถ่ายวัตถุที่อยู่ต่ำกว่า  ภาพในมุมนี้จะทำให้คนดูเห็นว่าวัตถุที่ถ่ายนั้นต่ำต้อย ด้อยค่า  ไร้ความหมาย  ตกต่ำ  สิ้นหวัง  แพ้พ่ายและถ้าหากเป็นภาพยนตร์ที่ใช้มุม ล้องเล่นกับคนดูด้วยแล้ว  จะทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ  สูงส่ง   เป็นผู้ควบคุมสิ่งที่ปรากฎอยู่ในภาพ  ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะตรงกันข้ามกับ Low Angle

Jump Cut : การเปลี่ยนช็อตอย่างฉับพลันโดยการตัดภาพ ให้ผลในด้านความไม่ต่อเนื่องของเวลา และสถานที่ ทำให้เนื้อเรื่องกระโดดไปกระโดดมา

Low Angle – มุมต่ำ หรือ มุมเงย  กล้องจะตั้งอยู่ต่ำกว่าวัตถุแล้วเงยหน้ากล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายวัตถุที่อยู่ สูงกว่า  ทั้งนี้บางครั้งนิยมถ่ายภาพเพื่อเน้นส่วนสำคัญหรือสร้างจุดสนใจให้กับวัตถุ ที่ถ่าย  เมื่อคนดูเห็นภาพในมุมนี้จะทำให้รู้สึกว่าวัตถุที่ถ่ายนั้นสูงส่ง  มีค่า  ยิ่งใหญ่ อลังการ โอ่อ่า  น่าเกรงขาม  ในขนะเดียวกันก็จะทำให้คนดูรูสึกว่าตัวเองนั้นต่ำต้อยกว่าวัตถุนั้นๆ  นิยมถ่ายโบราณสถาน  สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่  เพื่อทำให้รู้สึกว่าสถานที่แห่งนั้นยิ่งใหญ่สูงค่า น่าเกรงขาม

Pan – คือการหันกล้องระหว่างที่มีการถ่ายทำจากซ้ายไปขวา  หรือจากขวาไปซ้าย  หากเราต้องการเน้นสิ่งใดให้แพนมาหยุดที่สิ่งนั้นเป็นส่งสุดท้ายเช่น  “แพนจากภาพเด็กที่กำลังยืนมองตั้งหนังสือการตูนเรื่องโปรดที่สะสมมาตั้งแต่ เด็ก  ที่มีมากมายมหาศาล  แพนไปหาชั้นวางหนังสือที่มีที่ว่างพอสำหรับหนังสือไม่กี่สิบเล่ม”  เป็นต้น  เท่านี้คนดูก็อาจเข้าใจได้ว่าเด็กคนนี้กำลังประสบปัญหาไม่มีที่เก็บหนังสือ การ์ตูนของตัวเองแม้จะไม่มีบทพูดใดๆให้คนดูได้ทราบาก่อนเลยก็ตาม  ในช็อตนี้ภาพยนตร์กำลังสื่อว่าต้องการเน้นที่ชั้นวางหนังสือ  เพราะแพนมาสิ้นสุดที่ชั้นว่าง

Plot – การวางโครงเรื่องหลักๆ

Props : วัสดุ หรืออุปกรณ์ประกอบฉากในการถ่ายทำ บางครั้งอาจมีอยู่ในฉากแต่ไม่ได้ถูกถ่ายในเฟรมก็ได้ แต่จะจัดหามาเพื่อบรรยากาศของการแสดง เพื่อสื่อให้คนดูรู้สึกว่ามีสิ่งนั้นอยู่จริงๆ ทั้งทีไม่ได้ปรากฏบนแผ่นฟิล์มเลย ผู้กำกับบางคนชอบใช้วิธีนี้ในการคุมอารมณ์ของหนัง คำว่า Props ย่อมาจากคำว่า Properties

Scene : ฉากๆ หนึ่งในภาพยนตร์ เป็นหน่วยย่อยรองมาจาก Sequence (ตอนๆ หนึ่ง) ซึ่งประกอบด้วยช็อตหลายๆ ช็อตที่เกิดขึ้นในสถานที่เดียวกัน และมีการกระทำต่อเนื่องของช็อตเหล่านี้ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุ เป็นผลต่อเนื่อง และภาพยนตร์ Art บางเรื่องนิยมถ่ายช็อตเดียวทิ้งยาวในฉากเดียวโดยไม่มีการตัดต่อเพิ่มเติมใดๆ เช่น ภาพยนตร์จากญี่ปุ่น

Screenplay – บทภาพยนตร์สำหรับนักแสดงเอาไว้อ่าน  ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวสถานที่ วัน เวลา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละฉาก  พร้อมบทสนทนา

Script – บทภาพยนตร์ที่ใช้สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์  อาจจะเขียนขึ้นมาใหม่หรือดัดแปลงมาจากวรรณกรรม  นวนิยาย  เรื่องสั้น

Sequence : ตอนๆ หนึ่งของภาพยนตร์ ซึ่งเกิดจากซีน (Scene) หลายๆ ซีนมารวมกัน มีความสมบูรณ์ในตัวเอง อาจเริ่มต้นและจบลงด้วยการเชื่อมภาพแบบ fade, dissolve หรือ cut ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะประกอบด้วย Sequence หลายๆ Sequence มารวมกันเป็นเรื่องราว เช่น Sequence ตอนพระเอกยังวัยเด็ก, Sequence ตอนพระเอกพบรักครั้งแรก เป็นต้น

Shot – เป็นการบันทึกภาพในแต่ละครั้ง  กล่าวคือ  เริ่มกดปุ่มบันทึกภาพหนึ่งครั้งและกดปุ่มหยุดบันทึกอีกหนึ่งครั้ง  นับเป็น 1 shot

Shooting Script – เป็นบทถ่ายภาพยนตร์สำหรับทีมงาน  ซึ่งจะมีข้อมูลทางเทคนิค  การวางตำแหน่งกล้อง  การเคลื่อนกล้อง  ขนาดภาพ มุมภาพ  เป็นศัพท์และคำ ย่อเฉพาะทางด้านภาพยนตร์ทั้งสิ้น  จึงเหมาะสำหรับทีมงานของกองถ่ายนั้นๆ  หรือผู้ที่ศึกษามาทางภาพยนตร์โดยเฉพาะ

Slate : แผ่นกระดานชนวน ที่ใช้ถ่ายก่อนการถ่ายทำในแต่ละเทค โดยมีการขีดเขียน หรือบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเทคนั้นๆ เพื่อให้คนตัดต่อได้ทราบว่าเทคนั้นเป็นเทคที่เท่าใด และจะมีไม้ตีเกี่ยวอยู่ข้างบน เพื่อทำให้เกิดเสียง เมื่อเวลาตัดต่อจะสามารถเชื่อมภาพกับเสียงเข้าด้วยกัน ทำให้เสียงพูดกับปากนักแสดงตรงกัน และหากเทคใดลืมถ่าย Slate ก็ให้ถ่ายในตอนท้ายของเทคนั้น โดยถ่ายแผ่น Slate กลับหัว

Slate – บอร์ดแสดงข้อมูลการถ่ายทำในแต่ละช็อต  ซึ่งจะมีข้อมูลของช็อตนั้นที่กำลังจะถ่ายเช่น  ชื่อภาพยนตร์  ฉาก  ช็อต  เทคที่เท่าไรชื่อผู้กำกับ  ช่างภาพ  ถ่ายกลางวันหรือกลางคืน  ภายนอกหรือภายใน  ฟิล์มม้วนที่เท่าไร  วันที่ถ่าย  เป็นต้น  ซึ่งก่อนการถ่ายผู้กำกับต้องสั่งให้ทีมงานนำ Slate เข้ามาโชว์ที่หน้ากล้องเพื่อบันทึกว่าสิ่งที่กำลังจะถ่ายต่อไปนี้คืออะไร  เพื่อเป็นประโยชน์ตอนตัดต่อ

Skin Flick : ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นเนื้อหนังมังสา สัดส่วนโค้งเว้า โดยมากจะเป็นภาพของสตรี แต่ก็ไม่เสมอไป เป็นการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกของคนดูจากความงามที่นำเสนอ แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเรื่องลามกอนาจาร เช่นเรื่อง Apple Knockers and the Coke ก่อนปี ค.ศ. 1948 ของ Marilyn Monroe โดยที่เธอปรากฎกายในลักษณะเปลือยเปล่า กำลังเล่นกับลูกแอปเปิ้ล และขวดโคล่าอย่างมีเลศนัย ซึ่งภาพยนตร์ในบัจจุบันนิยมกันมากเพื่อเป็นจุดขายมากกว่าภาพศิลปะ

Storybord – ภาพประกอบเหตุการณ์ในแต่ละช็อต  เพื่อให้การถ่ายทำได้เห็นภาพเป็นรูปธรรมมากที่สุด  ทั้งนี้เพื่อให้ทีมงานทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน

Subjective – มุมแทนสายตาตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง  ซึ่งมุมจะเปลี่ยนไปตามอิริยาบทของตัวละครที่กล้องแทนสายตาอยู่  ไม่ว่าจะ เดิน นั่งนอน

Synopsis – แนวความคิดหลัก  และโครงสร้างของภาพยนตร์แบบกระชับ

Theme  -แก่นของเรื่อง

Tilt – คือการกดกล้องลงหรือเงยขึ้นระหว่างที่ถ่ายทำ (ลักษณะจะคล้าย pan แต่เปลี่ยนจากซ้าย-ขวา เป็นบน-ล่าง) การสื่อความหมายจะคล้ายกับ pan คือ ต้องการเน้นสิ่งใดก็ให้ Tilt ไปหยุดที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งสุดท้าย เช่น “กล้องแทนสายตาของฝ่ายชายที่กำลังตะลึงกับครั้งแรกที่เจอสาวสวย จนถึง ขนาดต้องกวาดสายตาตั้งแต่ปลายเท้าของฝ่ายหญิง  เรื่อยขึ้นมาจนถึงใบหน้า  ( กล้องจะ tilt up )จนลืมไปว่าเป็นการเสียมารยาท”  เป็นต้นในลักษณะนี้จะ เป็นการเน้นที่หน้าของฝ่ายหญิงมากกว่าเรือนร่าง

Treatment – เป็นการขยายเรื่อง (Plot) ตั้งแต่ต้นจนจบอกมาในลักษณะความเรียง

อ้างอิง http://taditida.blogspot.com/2012/02/blog-post.html

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Pro/DESKTOP



การออกแบบวัตถุทรงตันและการปรับเปลี่ยน

                 การออกแบบวัตถุทรงตัน  และการปรับเปลี่ยนขนาดและรูปแบบชิ้นงานถือว่าเป็นพื้นฐานในการใช้งานโปรแกรมPro/DESKTOP 

    จุดประสงค์การเรียนรู้

1.       ออกแบบวัตถุทรงตันแบบต่าง ๆ  ได้
2.       ปรับเปลี่ยนขนาดและรูปทรงวัตถุทรงตันได้

     ขั้นตอนการออกแบบ

      1. คลิก เมนู File  เลือกคำสั่ง  New หรือ คลิกแถบเครื่องมือมาตรฐาน       (New Design ) เพื่อสร้างชิ้นงานใหม่      2. เลือกเครื่องมือ View onto Workplane   เพื่อกำหนดมุมมองเป็นแนวระนาบ
      3. วาดรูปสี่เหลี่ยม หรือรูปต่าง ๆ ที่เป็นรูปทรงปิด 
(Close Shape ) จะเกิดเป็นรูปทรงที่มีสีเติม(Fill)อยู่ภายใน
        4. สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนขนาดของรูป ได้โดยการเลือกแถบเครื่องมือ Constraint เลือกคำสั่ง Dimension   
            หรือเลือกที่แถบเครื่องมือเมนู  ใช้เมาส์คลิกที่เส้นขอบ แล้วลากเพื่อบอกขนาดความยาวของด้าน
        5. ดับเบิ้ลคลิกที่ตัวเลขแสดงความยาวของด้านเพื่อเปลี่ยนแปลงค่าความยาวตามที่ต้องการ
        6. คลิกเมนู Feature เลือกคำสั่ง  Extude Profile  หรือ คลิกเครื่องมือ      บนแถบเครื่องมือ Featureจะเกิด
            ปุ่มสีเหลืองขึ้นกลางรูป กำหนดค่าความหนาของวัตถุในช่อง Distance   เช่น 50  หรือ  ใช้เมาส์จับปุ่มสีเหลือง 
            ดึงให้ยืดขึ้นตามต้องการ ระหว่างการยืดจะเกิดค่าตัวเลขในช่อง  Distance
        7.  คลิกปุ่ม  OK. จะได้รูปทรงดังภาพ
        8.  ถ้าต้องการปรับเปลี่ยนความหนาของวัตถุ หรือปรับเปลี่ยนจากทรงตรง เป็นรูปทรงบีบหรือขยายด้านบน ให้
             ดับเบิ้ลคลิกที่รูปเปลี่ยนค่าความหนาในช่อง 
Distance หรือคลิกกำหนดค่าองศาในช่อง Taper angle  เช่น
             30 องศา
        9.   คลิกปุ่ม  OK  แล้วกดปุ่ม Update Document  จ ะได้รูปทรงดังภาพ
 

ตัวอย่างรูปทรงอื่น ๆ

วงกลม เลือกแบบ Symmetric about workplane  กำหนด Taper angle:20
ภาพสำเร็จ
สี่เหลี่ยมผสมวงกลมและตัดบางส่วนออก กำหนด Taper angle:10
ภาพสำเร็จ
เครื่องมือลบเหลี่ยมมุมตัด (Chamfer Edges)
 เครื่องมือลบเหลี่ยมมุมตัด (Chamfer Edges) มีไว้สำหรับใช้ในการตัดมุมของวัตถุ โดยมีวิธีการใช้งานดังนี้
ขั้นตอนการใช้งาน
1). เปิดชิ้นงานวัตถุที่ต้องการปรับแต่งด้วยเครื่องมือลบเหลี่ยมมุมตัด Chamfer Edges ขึ้นมา
2). ใช้เครื่องมือ  Select Edges เพื่อเลือกมุมของวัตถุ โดยเมื่อนำเมาส์ไปวางบริเวณมุมของวัตถุจะปรากฎ เส้นเพื่อให้เห็นแนวของมุมที่ต้องการเลือก
3). เมื่อทำการเลือกมุมแล้ว จะปรากฎเส้นสีแดงในมุมที่ถูกเลือก
4). ใช้เครื่องมือ  Chamfer Edges เพื่อลบเหลี่ยมของมุมที่ถูกเลือก โดยจะปรากฎไดอะล็อกบ๊อกซ์ขึ้นมาให้ใส่ค่าของ Setback เพื่อกำหนดค่าของมุมที่ถูกตัด ในที่นี้ใส่ 50
5). คลิก OK จะได้วัตถุที่ถูกลบเหลี่ยมมุมตัดตามต้องการ
การตัดมุมวัตถุแบบโค้งมน
             การตัดมุมวัตถุที่ออกแบบขึ้น  ใช้หลักการของการเลือกเส้นขอบมุม หรือด้านที่ต้องการแล้วใช้คำสั่งในการตัดเหลี่ยมมุม จะช่วยทำให้ชิ้นงานมีความสวยงามมากขึ้น

       จุดประสงค์การเรียนรู้

            1.       ตัดมุมวัตถุแบบโค้งมนได้
2.       ตัดมุมวัตถุแบบเหลี่ยมได้

       จุดประสงค์การเรียนรู้

               1.     ตัดมุมวัตถุแบบโค้งมนได้

การตัดมุมแบบโค้งมน

               การตัดมุมมน เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการปรับเปลี่ยนรูปทรง ที่อาศัยหลักการของการเลือกด้าน (Edges) หรือพื้นผิวด้าน (Faces)ของวัตถุทรงตันที่มีขอบเหลี่ยม แล้วนำมาใช้คำสั่ง Round Edges โดยตั้งค่า  Radius  ความโค้งมน ตามต้องการ 

   ขั้นตอนการออกแบบ

     1.  ออกแบรูปทรงตัน
     2.  คลิกเครื่องมือ    Select Edges   บนแถบเครื่องมือ Design
     3.  คลิกเลือกเส้นขอบที่ต้องการตัดมุมมน  สังเกตได้จากด้านที่เลือกจะเป็นเส้นสีแดง
     4.  คลิกเมนู  Feature  เลือกเครื่องมือ Round Edges    บนแถบเครื่องมือ Feature
          หลังจากนั้นกำหนดรัศมีเป็นค่าความโค้งมนในช่อง Radius (mm) ในที่นี้กำหนดเป็น 25
        
       5.  คลิกปุ่ม OK  หรือ กดแป้น Enter จะได้รูปทรงดังภาพ
 


   กรณีต้องการตัดมุมมนมากกว่า 1 ด้าน

      1.  คลิกเครื่องมือ    (Select Edges) บนแถบเครื่องมือ Design
      2.  คลิกเลือกเส้นขอบที่ต้องการ และกดปุ่ม Shift ค้าง คลิกเลือกด้านต่อไปจนครบ สังเกตว่าเส้นขอบจะเป็นสีแดง
      3.  คลิกเมนู  Feature เลือกเครื่องมือ Round Edges    บนแถบเครื่องมือ Feature หลังจากนั้นกำหนดรัศมีเป็น
           ค่าความโค้งมน หรือ ดึงปุ่มสีเหลือง จะมองเห็นเค้าโครงการตัดมุมมน  เช่นภาพด้านล่าง ค่า Radius = 15
 
      4.  คลิกปุ่ม OK  หรือ กดแป้น Enter ที่ Keyboard จะได้รูปทรงดังภาพ

  กรณีต้องการตัดมุมมนทั้งด้าน  

      1.  คลิกเครื่องมือ  (Select Faces) บนแถบเครื่องมือ Design เลือกด้านที่ต้องการลบมุม

          2.  คลิกเมนู  Feature  เลือกเครื่องมือ Round Edges  บนแถบเครื่องมือ Feature  หลังจากนั้นกำหนดรัศมีเป็นค่าความโค้งมน หรือ ดึงปุ่มสีเหลือง จะมองเห็นเค้าโครงการตัดมุมมน  เช่นภาพด้านล่าง ค่า Radius = 10

ตัวอย่าง การตัดมุมมนรูปทรงอื่น ๆ

การตัดมุมมนทรงกระบอกแบบระบุองศาความเอียง
 การตัดมุมมนสี่เหลี่ยม


วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โปรแกรม Pro/DESKTOP

โปรแกรม Pro/DESKTOP ทำอะไรได้บ้าง

              โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถใช้ฝึกทักษะและสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ  เช่น
 1.      การออกแบบโครงร่างชิ้นงาน
 2.      การทำรูปทรง  3 มิติ ต่าง ๆ
 3.      การออกแบบทางด้านวิศวกรรม  สถาปัตยกรรม
 4.      การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
 5.      การออกแบบชิ้นงาน   Animation
 6.      การจัดทำภาพฉาย (Projection)
 ฯลฯ

โปรแกรม Pro/DESKTOP เข้ามาสู่วงการศึกษาประเทศไทยได้อย่างไร

          เมื่อปลายปีงบประมาณ  2546    บริษัท PTC  U.S.A.ได้ติดต่อมายังกระทรวงศึกษาธิการ  เพื่อมอบโปรแกรมPro/DESKTOP พร้อมลิขสิทธิ์ใช้งานสำหรับนักเรียนไทยในระดับมัธยมศึกษา                                โดยมี นายพงศ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล  (ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น)  เป็นผู้รับฟังการนำเสนอศักยภาพของโปรแกรม จากนั้นคณะเข้าพบ พณฯนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบโปรแกรมดังกล่าวไว้ใช้ประโยชน์พร้อมทั้งมีวิทยากรชาวต่างประเทศ สาธิตการใช้โปรแกรมภายใต้การตรวจรับโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน IT จากหน่วยงานต่าง ๆ
          โปรแกรม Pro/DESKTOP มี 2 ระดับ คือ โปรแกรมที่ใช้ในระดับมัธยมศึกษา และระดับมหาวิทยาลัย   ซึ่งประเทศไทยได้รับมอบโปรแกรม Pro/DESKTOP เพื่อการใช้งานฟรี  จำนวน  20 ชุด  สำหรับระดับมัธยมศึกษา โดยอนุญาตให้นักเรียนไทยทุกคนใช้ได้ โดยไม่มีข้อจำกัด ยกเว้นถ้านำไปใช้ในเชิงธุรกิจ
           ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ให้ข้อคิดเห็นว่า โปรแกรม Pro/DESKTOP มีรูปแบบการใช้งานที่ง่ายต่อการเรียนรู้  เหมาะกับการเรียนในระดับมัธยมศึกษา น่าจะขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทั้งประเทศ    ผนวกกับขณะนี้  ทางโครงการโรงเรียนในฝันกำลังต้องการเครื่องมือในการผลิตสื่อใช้งาน  จึงเห็นพ้องกันว่าโปรแกรม Pro/DESKTOP   นี้  น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของโครงการโรงเรียนในฝัน  จึงได้จัดการฝึกอบรมนำร่องให้กับคณะศึกษานิเทศก์  และครู  จำนวน 38คน  เพื่อทดลองใช้โปรแกรม Pro/DESKTOP โดยมีวิทยากรชาวต่างประเทศ ให้การฝึกอบรม  
ก่อนที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    จุดเด่นของโปรแกรม Pro/DESKTOP

              โปรแกรม  Pro/DESKTOP  ง่ายต่อการใช้งานพอสมควร และสามารถฝึกทักษะด้านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี  อีกทั้งผู้ใช้งานโปรแกรม Pro/DESKTOP  ได้ศึกษาและฝึกทักษะให้มีความชำนาญและเชี่ยวชาญ   ก็จะสามารถนำโปรแกรม Pro/DESKTOP ไปใช้ในการออกแบบต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อออกแบบผลิตภัณฑ์หรือชิ้นงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถแสดงภาพฉายของชิ้นงานให้ด้วย ซึ่งผู้สร้างชิ้นงานไม่ต้องเขียนภาพฉายอีก     นอกจากนี้ ยังสามารถออกแบบ Model ที่แสดงภาพการเคลื่อนไหว หรือลักษณะการใช้งานของModel  นั้น ๆ  ได้ด้วย 

โปรแกรม Pro/DESKTOP ทำอะไรได้บ้าง

              โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถใช้ฝึกทักษะและสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ  เช่น
 1.      การออกแบบโครงร่างชิ้นงาน
 2.      การทำรูปทรง  3 มิติ ต่าง ๆ 
 3.      การออกแบบทางด้านวิศวกรรม  สถาปัตยกรรม
 4.      การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
 5.      การออกแบบชิ้นงาน   Animation
 6.      การจัดทำภาพฉาย (Projection)
 ฯลฯ

โปรแกรม Pro/DESKTOP เข้ามาสู่วงการศึกษาประเทศไทยได้อย่างไร

          เมื่อปลายปีงบประมาณ  2546    บริษัท PTC  U.S.A.ได้ติดต่อมายังกระทรวงศึกษาธิการ  เพื่อมอบโปรแกรมPro/DESKTOP พร้อมลิขสิทธิ์ใช้งานสำหรับนักเรียนไทยในระดับมัธยมศึกษา                                โดยมี นายพงศ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล  (ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น)  เป็นผู้รับฟังการนำเสนอศักยภาพของโปรแกรม จากนั้นคณะเข้าพบ พณฯนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบโปรแกรมดังกล่าวไว้ใช้ประโยชน์พร้อมทั้งมีวิทยากรชาวต่างประเทศ สาธิตการใช้โปรแกรมภายใต้การตรวจรับโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน IT จากหน่วยงานต่าง ๆ
          โปรแกรม Pro/DESKTOP มี 2 ระดับ คือ โปรแกรมที่ใช้ในระดับมัธยมศึกษา และระดับมหาวิทยาลัย   ซึ่งประเทศไทยได้รับมอบโปรแกรม Pro/DESKTOP เพื่อการใช้งานฟรี  จำนวน  20 ชุด  สำหรับระดับมัธยมศึกษา โดยอนุญาตให้นักเรียนไทยทุกคนใช้ได้ โดยไม่มีข้อจำกัด ยกเว้นถ้านำไปใช้ในเชิงธุรกิจ
           ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ให้ข้อคิดเห็นว่า โปรแกรม Pro/DESKTOP มีรูปแบบการใช้งานที่ง่ายต่อการเรียนรู้  เหมาะกับการเรียนในระดับมัธยมศึกษา น่าจะขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทั้งประเทศ    ผนวกกับขณะนี้  ทางโครงการโรงเรียนในฝันกำลังต้องการเครื่องมือในการผลิตสื่อใช้งาน  จึงเห็นพ้องกันว่าโปรแกรม Pro/DESKTOP   นี้  น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของโครงการโรงเรียนในฝัน  จึงได้จัดการฝึกอบรมนำร่องให้กับคณะศึกษานิเทศก์  และครู  จำนวน 38คน  เพื่อทดลองใช้โปรแกรม Pro/DESKTOP โดยมีวิทยากรชาวต่างประเทศ ให้การฝึกอบรม   
ก่อนที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

    จุดเด่นของโปรแกรม Pro/DESKTOP

              โปรแกรม  Pro/DESKTOP  ง่ายต่อการใช้งานพอสมควร และสามารถฝึกทักษะด้านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี  อีกทั้งผู้ใช้งานโปรแกรม Pro/DESKTOP  ได้ศึกษาและฝึกทักษะให้มีความชำนาญและเชี่ยวชาญ   ก็จะสามารถนำโปรแกรม Pro/DESKTOP ไปใช้ในการออกแบบต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อออกแบบผลิตภัณฑ์หรือชิ้นงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถแสดงภาพฉายของชิ้นงานให้ด้วย ซึ่งผู้สร้างชิ้นงานไม่ต้องเขียนภาพฉายอีก     นอกจากนี้ ยังสามารถออกแบบ Model ที่แสดงภาพการเคลื่อนไหว หรือลักษณะการใช้งานของModel  นั้น ๆ  ได้ด้วย 

โปรแกรม Pro/DESKTOP ทำอะไรได้บ้าง

โปรแกรม Pro/DESKTOP ทำอะไรได้บ้าง

โปรแกรม Pro/DESKTOP คืออะไร

โปรแกรม Pro/DESKTOP คืออะไร
Pro/DESKTOP เป็นโปรแกรม คอมพิวเตอร์ทางการศึกษาที่ใช้สอนนักเรียนในเรื่องการออกแบบและสร้างงาน 3 มิติ ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Pro/DESKTOP นี้ง่ายต่อการใช้งาน และมีความเหมาะสมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน  โดยสามารถนำโปรแกรม Pro/DESKTOP มา เป็นเครื่องมือในการออกแบบและสร้างชิ้นงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของ นักเรียนเอง  ซึ่งการสร้างชิ้นงานสามารถมองเห็นชิ้น งานเป็น 3  มิติเสมือนจริง  อีกทั้งนักเรียนสามารถเรียนรู้และเข้าใจการสร้างสรรค์ชิ้นงาน และออกแบบผลิตภัณฑ์ในเชิงการตลาด    หากนักเรียนมี ความรู้ ความเข้าใจและทักษะในการใช้โปรแกรม Pro/DESKTOP มาก ขึ้นจะเป็นแนวคิดและมองเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพในอนาคต เป็นวิศวกร  นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และนักเทคโนโลยี  เป็นต้น
โปรแกรม Pro/DESKTOP นี้เหมาะสำหรับใช้สอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษา วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้เพียง 2-3 สัปดาห์ก็ สามารถทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดี สำหรับการเรียนการสอนเพื่อใช้ในการสร้างชิ้นงาน/โครง งานของนักเรียน       จะใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง
ก็จัดสร้างชิ้นงานขั้นพื้นฐานได้ เป็นอย่างดี  อีกทั้งนักเรียนสามารถนำโปรแกรม Pro/DESKTOP นี้ไปใช้และฝึก ปฏิบัติงานที่บ้านได้ด้วยตนเอง  ซึ่งจะทำให้นักเรียนเกิดความชำนาญในการใช้โปรแกรม Pro/DESKTOP เพิ่มขึ้น
โปรแกรม Pro/DESKTOP ทำอะไรได้บ้าง
โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถใช้ฝึกทักษะและสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ  เช่น
1. การ ออกแบบโครงร่างชิ้นงาน
2. การทำ รูปทรง  3 มิติ ต่าง ๆ
3. การ ออกแบบทางด้านวิศวกรรม  สถาปัตยกรรม
4. การ ออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
5. การ ออกแบบชิ้นงาน   Animation
6. การ จัดทำภาพฉาย (Projection)ฯลฯ
โปรแกรม Pro/DESKTOP เข้า มาสู่วงการศึกษาประเทศไทยได้อย่างไร
เมื่อปลายปีงบประมาณ  2546        บริษัท PTC  U.S.A.  ได้ติดต่อมายัง กระทรวงศึกษาธิการ  เพื่อมอบโปรแกรม Pro/DESKTOP พร้อมลิขสิทธิ์ใช้งานสำหรับนักเรียนไทยในระดับมัธยมศึกษา โดยมี        นายพงศ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล  (ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการในขณะนั้น)  เป็น ผู้รับฟังการนำเสนอศักยภาพของโปรแกรม จากนั้นคณะเข้าพบ พณฯนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบโปรแกรมดังกล่าวไว้ใช้ประโยชน์พร้อมทั้งมีวิทยากรชาวต่างประเทศ สาธิตการใช้โปรแกรมภายใต้การตรวจรับโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน IT จากหน่วยงานต่าง ๆ
โปรแกรม Pro/DESKTOP มี 2 ระดับ คือ โปรแกรมที่ใช้ในระดับมัธยมศึกษา และระดับมหาวิทยาลัย   ซึ่งประเทศไทยได้รับมอบโปรแกรม Pro/DESKTOP เพื่อ การใช้งานฟรี  จำนวน  20 ชุด  สำหรับระดับมัธยมศึกษา โดยอนุญาตให้นักเรียนไทยทุกคนใช้ได้ โดยไม่มีข้อจำกัด ยกเว้นถ้านำไปใช้ในเชิงธุรกิจ
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ให้ข้อคิดเห็นว่า  โปรแกรม Pro/DESKTOP มีรูปแบบการใช้งานที่ง่ายต่อการเรียน รู้    เหมาะกับการเรียนในระดับมัธยมศึกษา  น่าจะขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมทั้งประเทศ    ผนวก กับขณะนี้  ทางโครงการโรงเรียนในฝันกำลังต้องการเครื่องมือในการผลิตสื่อใช้งาน  จึงเห็นพ้องกันว่าโปรแกรม Pro/DESKTOP   นี้  น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของโครงการโรงเรียนในฝัน  จึงได้จัดการฝึกอบรมนำร่องให้กับคณะศึกษานิเทศก์  และ ครู  จำนวน 38 คน  เพื่อทดลองใช้โปรแกรม Pro/DESKTOP โดยมี วิทยากรชาวต่างประเทศ ให้การฝึกอบรม    ก่อนที่จะขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศ
แนวทางในการนำโปรแกรม Pro/DESKTOP ใช้ในโรงเรียน
จากขีดความสามารถของโปรแกรม Pro/DESKTOP และลักษณะของโปรแกรมที่เหมาะกับการฝึก ทักษะกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือของครูในการสร้างสื่อการเรียนการสอนรายวิชาต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น หากมีการนำไปเผยแพร่ในโรงเรียน ควรกำหนดจุดประสงค์ของการนำไปใช้   ดังนี้
1. เพื่อ ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับฝึกความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนทุกระดับ
2. เพื่อ ให้นักเรียนมีทางเลือกในการเรียนวิชาประเภทกราฟิกสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง สามารถพัฒนาไปสู่ทักษะชั้นสูง นำไปสู่ขั้นอาชีพจริงได้
3.    เพื่อให้ครูผู้สอน ทุกกลุ่มสาระ นำไปเป็นเครื่องมือในการจัดทำสื่อการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ใน สาระวิชานั้น ๆ ได้ดีขึ้น
โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถ นำไปไปใช้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ใดบ้าง
โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถจะนำไปใช้สอนในกลุ่มสาระพื้นฐาน สาระเพิ่ม เติม และ    กิจกรรมการเรียนรู้  ดังนี้
1. เป็น ส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีทุกช่วงชั้น
2. เป็น ส่วนหนึ่งของกลุ่มสาระเพิ่มเติมโดยให้นักเรียนเลือกตามความสนใจ
3. จัด เป็นกิจกรรมสนใจของนักเรียน  เช่น ชมรม ชุมนุมต่าง ๆ
4. จัดการ เรียนรู้แบบบูรณาการเข้ากับกลุ่มสาระอื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ เขียนแบบ  การ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ฯลฯ โดยระบุอยู่ในแผนการจัดการเรียนรู้ และให้ใช้โปรแกรมนี้เป็นสื่อในการออกแบบ   รายงาน   และนำเสนอ เป็นต้น